“การตกไข่” เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในแต่ละเดือน โดยภายในรังไข่แต่ละข้างจะมีไข่อ่อน
ซึ่งยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่อยู่มากมาย ไข่อ่อนแต่ละใบจะมีถุงไข่หุ้มไว้ รังไข่แต่ละข้างจะสลับการตกไข่
และผลิตเดือนละครั้ง ครั้งละหนึ่งใบ เมื่อไข่อ่อนเจริญเติบโตเต็มที่จะหลุดออกจากรังไข่ เคลื่อนที่ลงสู่
ช่องท้อง เรียกว่า ‘ตกไข่’ ซึ่งมีกลไกของการตกไข่เป็นดังต่อไปนี้ค่ะ

สำหรับคนที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ คงต้องรีบหันมาให้ความสนใจตัวเอง เพื่อตรวจสอบว่าวันไหนเป็น
วันที่ไข่ตก เพราะวิธีเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่คำนวณวันที่ไข่ตกได้ นั่นหมายถึงว่าคุณอาจจะมีเปอร์เซ็นประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้สูงกว่าปกติค่ะ ซึ่งวิธีการตรวจสอบการตกไข่นั้นก็มีหลายวิธี เช่น

1.การวัดอุณหภูมิร่างกาย
2.ใช้ชุดทดสอบหาระยะเวลาตกไข่
3.สังเกตน้ำเมือกหรือมูกภายในช่องคลอดช่วงเวลาใกล้ไข่ตก
4.การคำนวณวันไข่ตกจากระยะเวลาของประจำเดือน

สัปดาห์ที่ 1
     ระยะนี้ เริ่มต้นตรงกับประมาณวันที่ 1 - 5 ของการมีประจำเดือน โดยระยะนี้รังไข่จะสร้างฮอร์โมนเพศออกมาน้อยที่สุด เนื่องจากมีแต่ไข่อ่อนอยู่ภายในรังไข่ โดยจะมีไข่หลายใบที่มีการแบ่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตกไข่ แต่ร่างกาย จะปรับให้มีเพียงไข่ใบเดียวที่เจริญอย่างสมบูรณ์ที่เรียกกันว่าไข่สุกค่ะ

สัปดาห์ที่ 2
การตกไข่ เมื่อไข่สุกเต็มที่จะถูกปล่อยออกมาจากช่องว่างในรังไข่ไปยังปลายท่อรังไข่ข้างหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายท่อ และเริ่มเคลื่อนตัวไปยังมดลูก โดยใช้เวลาประมาณ 2 - 3 วัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเมื่อไข่ตก แต่บางคนจะรู้สึกปวดท้องน้อยแปลบๆ ระยะนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะถูกปล่อยออกมา เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงผนังมดลูก และฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น ทำให้เกิดของเหลวออกมาทางช่องคลอด ลักษณะเป็นเมือก ใส ลื่น คล้ายไข่ดิบ ปริมาณมาก ต่างจากในช่วงอื่นๆ ที่เหนียวข้นและไม่สามารถยืดได้มากนัก และรู้สึกเปียกชุ่มในช่องคลอดตลอดเวลาค่ะ

สัปดาห์ที่ 3
หลังไข่ตก ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้น ของเหลวที่ปล่อยออกมาทางช่องคลอดจะข้นขึ้นและน้อยลง ช่วงนี้เองที่สเปิร์มผสมกับไข่ระหว่างเคลื่อนไปที่ท่อรังไข่ ทำให้การตั้งครรภ์เกิดขึ้น จากนั้นผนังมดลูกจะเตรียมพร้อมรองรับและบำรุงไข่ที่ได้รับการผสมนั้น ถ้าไข่ไม่ได้รับการผสมจากสเปิร์มก็จะสลายและไหลออกมาทางช่องคลอด (ปกติจะเกิดก่อนการมีประจำเดือน) และช่องว่างในรังไข่จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนน้อยลงค่ะ

สัปดาห์ที่ 4
หากไม่มีการปฏิสนธิ เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง ผนังในมดลูกจะหยุดการหล่อเลี้ยงและลอกตัวออกมากลายเป็นประจำเดือนในที่สุด เมื่อเกิดประจำเดือนครั้งใหม่ วงจรทั้งหมดก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งค่ะ

  เมื่อทราบวงจรของการตกไข่แล้ว ก็หวังว่าผู้ที่เตรียมเป็นคุณแม่หลายๆคน คงจะใช้วิธีนี้เป็นตัวช่วยให้
ประสบความสำเรจในการตั้งครรภ์อย่างที่ตั้งใจไว้นะคะ Mom Channel ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับว่าที่คุณแม่ทุกๆคนค่ะ