ไข้หวัดใหญ่ พบมากทุกอายุ โดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการตายมักจะพบใน
ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีน
เป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลมากที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรค
แทรกซ้อน และลดการหยุดงาน ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหลมีไข้ไม่สูง
สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่เรียกว่า influenza virusเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ
ซึ่งอาจจะลามลงไปปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว ไข้สูงกว่าไข้หวัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน

     “ไข้หวัดใหญ่” เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่าอินเฟรนซ่า ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้แพร่ระบาดทั้งใน
คนและในสัตว์ สำหรับในคนพบอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือชนิด A B C ที่พบอยู่ทุกวันนี้เป็นชนิด A และ B
เป็นส่วนใหญ่ สำหรับชนิด A เราพบอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน สายพันธุ์แรกเป็น H1 N1 และ H3 N2
ส่วนใหญ่เราจะพบสายพันธุ์ A มากกว่า B

     อาการแรกเริ่มที่สำคัญและเป็นลักษณะเฉพาะ จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตาม กล้ามเนื้อ ตามแขน ขา
กระดูก และในบางรายอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนบ้าง เชื้อโรคสามารถติดต่อสู่คนด้วยการติดต่อ
ทางการหายใจเข้าไปโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการไอ จาม รดใส่กันโดยตรง สำหรับคนป่วย
ที่ติดต่อไปยังคนที่ใกล้ชิด นอกจาก นั้นแล้ว บางครั้งถึงแม้จะไม่ใกล้ชิดแต่มือไปสัมผัสเสมหะหรือ
น้ำลายแล้วเผลอเอามือไปขยี้ตาหรือไชจมูก ก็มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน

     การให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีวัตถุประสงค์ 2 ประการด้วยกันประการแรกวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน
ไข้หวัดใหญ่โดยตรง ประการที่สองเพื่อป้องกันการผสมข้ามสายพันธ์ การป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยตรง
เราจะพิจารณาให้เฉพาะคนในกลุ่มเสี่ยง คนกลุ่มเสี่ยงแรกคือผู้สูงอายุจะเสี่ยงมาก รองลงมาคือเด็ก
โดยเฉพาะตั้งแต่ 6 เดือน – 2 ขวบ เราจะพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างสูง อีกกลุ่มคือพวกที่เป็น
โรคเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ โรคปอด หรือว่าเรื้อรังพวกเบาหวาน หัวใจโอกาสติดเชื้อก็จะมีสูงและจะเกิด
ภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าคนปกติทั่วไป

1.ทำไมต้องให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ

     เชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อโดยทางน้ำลายและเสมหะ [airborn droplet] ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายเอง
ใน2-3วันบางส่วนต้องนอนโรงพยาบาลและเสียวชีวิตโดยเฉพาะผู้สูงอายุอาการของไข้หวัดใหญ่
ไข้หนาวสั่น เจ็บคอ ไอ ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ

2.ทำไมต้องฉีดทุกป

     1.เพราะเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีดังนั้นการผลิตวัคซีนจึงมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีเพื่อให้ครอบคลุม
เชื้อที่เป็นสาเหตุ
     2.ภูมิคุ้มกันที่เกิดจะเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเท่านั้น
     3.หลังฉีด2สัปดาห์จึงเกิดภูมิต้านทานโรคและอยู่ได้1ปี หลังจากนั้นหากได้เชื้อตัวเดิมก็สามารถ
ป่วยเป็นโรคได้

3.ใครควรได้รับวัคซีน

ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นประจำ ควรจะฉีดในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่

  • ผู้ใหญ่อายุเกิน65ปี
  • เด็กอายุ 6-23 เดือน
  • ผู้ที่อาศัยในสถานพักฟื้น สถานสงเคราะห์คนชรา
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด โรคตับ โรคเลือด โรคหอบหืด
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น โรคเอดส์ ผู้ป่วยที่ได้รับยา steroid ผู้ป่วยรังศีรักษาหรือเคมีบำบัด
  • เด็ก6เดือนที่ได้รับ aspirinในการรักษาโรค[ถ้าได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เกิด [Reye Syndrome]
  • หญิงตั้งครรภ์3เดือนขึ้นไปในขณะที่มีการระบาดของโรค
  • เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องสัมผัสโรค
  • เจ้าหน้าที่ที่บริการสังคม
  • นักท่องเที่ยว
  • นักเรียนหรือนักศึกษาเพื่อป้องกันการระบาด
  • บุคคลที่ต้องการฉีด

4.เมื่อไหร่จึงจะฉีดวัคซีน

  • เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ให้ฉีด 1 ครั้ง
  • อายุมากกว่า 9 ปี ให้ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน
  • สามารถให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ร่วมกับวัคซีนชนิดอื่นได้เช่น วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

5. ฉีดวัคซีนไปแล้วสามารถฉีดซ้ำได้หรือไม

สามารถฉีดได้เนื่องจากเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว  วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกัน
ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อ Influenza virus เท่านั้น

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดฉีด
วัคซีนชนิดฉีดนี้เป็นวัคซีนที่เตรียมจากเชื้อโรคที่ตายแล้ว

อายุ

ขนาด

จำนวนครั้ง

ตำแหน่งที่ฉีด

6-35 เดือน

0.25 มล.

2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน

กล้ามเนื้อต้นขา

3-8 ปี

0.5 มล.

2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน

กล้ามเนื้อหน้าขา

มากกว่า 8 ปี

0.5 มล.

1 ครั้ง

กล้ามเนื้อไหล่

วัคซีนชนิดสูดทางจมูก

วัคซีนนี้เกิดจากการทำให้เชื้อโรคอ่อนแรงแต่ยังไม่ตาย ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนประกอบไปด้วยเชื้อ 3 ชนิดเหมือนกับชนิดฉีด เริ่มใช้ในประเทศรัสเซีย จากการทดลองเบื้องต้นพบว่าได้ผลดี กำลังรอการอนุมัติจากองการอาหารและยา

อายุ

ขนาด

จำนวน

วิธีการ

5-8 ปี

0.5

1-2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน

พ่นเข้าจมูกข้างละ 0.25 มล

9-49

0.5

1 ครั้ง

พ่นเข้าจมูกข้างละ 0.25 มล